
วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554
art art
ช่วงอาทิตย์นี้ เราสองคนทำกิจกรรมศิลปะที่ใหม่ ๆ กันทำให้โชกุนชอบมากกว่าเดิมสนุกมากว่าเดิม เรามาวาดรูประบายสีกันบนกระจก ใบตอง ที่สวนหลังบ้าน มาดูภาพกัน

ม่าม๊าการที่ปล่อยให้เด็กได้ระบายสีในส่ิงที่นอกเหนือจากกระดาษทำให้เด็กตื่นตัวมากขึ้น และมีความสนุกมากขึ้น ได้คิดนั้นคิดนี่เอง สนุกไปกับจินตนาการของตัวเอง และแถมเป็นสิ่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เช่น กระจกก็ลบใหม่ระบายใหม่ได้ ส่วนใบตองก็ย่อยสลายไปไม่เป็นขยะรกบ้าน ไอเดียนี้ชอบๆ ทำต่อแน่นอน

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554
คำว่า จินตนาการไม่สร้าง ขอได้โปรดอย่ามาทำลาย
จินตนาการ ผู้ใหญ่หลายคนอยากจะสร้างจินตนาการให้เด็ก กันทั้งนั้น แต่ว่าวิธีการที่จะสร้างจินตนาการนั้น ใช่ว่าจะง่าย เห็นส่วนใหญ่เหมือนจะสร้างจินตนาการ กลับกลายเป็นทำลายซะมากกว่า อยากให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟังเด็กบ้างจังเลย บางคนเด็กวาดรูปพอเด็กบอกว่าวาดรูปนี้ ไม่เหมือนก็ทำร้ายเด็กว่า นั้นนะเหรอ สมมติว่าเด็กวาดเครื่องบิน (ไม่มีทางที่เด็กสองสามขวบจะวาดเครื่องบินได้เป็นเครื่องบิน หรือเด็กจะวาดสิ่งใด ๆในโลกได้เหมือนกับความเป็นจริง ) แต่ว่าเครื่องบินมันอยู่ในสมองเค้าเเล้ว เค้าคิดจินตนาการไว้เเล้ว แต่ว่าผู้ใหญ่มากมายหลายคน ก็มักจะบอกว่า นี่นะเครื่องบิน เครื่องบินอะไรทำไมไม่มีปีก ไม่มีล้อ (บ้าง)หลากหลายคำวิพากษ์วิจารณ์ ทำไม สร้างคำถามที่เป็นในเชิงสร้างสมองให้กับเด็กหน่อยจะได้หรือไม่ เช่น โห ไม่เคยเห็นเลยนี่คือเครื่องบินรุ่นใหม่เหรอนี่บอกหน่อยครับตรงไหนเรียกว่าอะไรบ้าง (คือตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เค้าทำบ้าง) จะได้มีแรงใจไม่ใช่ โหย ไม่สร้างจินตนาการเเล้วยังจะมาทำลาย บางคนทำร้ายมากกว่านั้น มาวาดไม่เหมือนใช่มะ มาจับมือวาดนะ ได้โปรดปล่อยเค้าเถอะปล่อยให้เค้าได้ฝึกคิดฝึกกล้ามเนื้อมือของเค้าให้มันสัมพัมธ์กันเองอยากจะวาดไรวาดไป บอกมาว่าวาดอะไร
ไม่ว่าลูกจะวาดรูปอะไรก็ตามในความคิดม่าม๊าลูกวาดได้สุดยอดมากม่าม๊าอยากรู้ตลอดว่า ทำไมมันมีอะไรบ้างในรูป ม่าม๊าไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์รูปของโชกุนที่โชกุนวาดเลย และไม่เคยต้องการให้โชกุนวาดรูปให้เหมือน มันจำเป็นด้วยเหรอที่รูปของเราต้องเหมือนกับของคนอื่น และไม่เคยเลยที่โชกุนต้องระบายสีให้อยู่ในกรอบที่เค้ากำหนดนะห้ามเลยเส้น (ออกเสียเถิดกรอบให้เด็กวาดรูป) ทำไมต้องมาบังคับ
และอีกเรื่องที่เราทำกันมาหลายรุ่นหลายยุคหลายสมัย นั้นก็คือ การคัดหนังสือตามรอยประ
ทำไมละทำไมต้องมาบังคับให้คัดตามรอยประ เเค่เราทำให้เค้าดูเค้าสามารถเขียนได้เเล้ว มันจำเป็นมากเลยเหรอที่เด็กต้องมานั่งทำการบ้านตามรอยประ เราลองปล่อยให้คนเลียนแบบเองเเล้วทำตามเอง อยากให้เขียนในบรรทัดใจเย็นสักนิดเมื่อกล้ามเนื้อมือเค้าเเข็งเเรงเค้าจะบังคับเขียนในบรรทัดได้เอง ผู้ใหญ่อย่าใจร้อน ทำเป็นแบบให้เห็นพอเดี๋ยวเค้าเห็นเราทำซ้ำบ่อยครั้งไม่นานเกินรอ เด็กน้อย จะทำตามเอง ใจเย็นนิดนึงนะคะ

โชกุนไม่เคยได้รับการเขียนตามรอยประใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถเขียน ก และตัว a ได้จริง ๆ ม่าม๊าไม่ได้อยากสอนตัวหนังสือตอนนี้ แต่ว่าเราอ่านนิทานกันทุกวันโชกุนถามม่าม๊าว่านี่ตัวอะไร ๆ เลยยอมสอนนิดหน่อยพอกั๊ก ๆ ไว้จะได้อยากรู้ ด้วยวัยเอาเวลาเล่นอย่างอื่นดีกว่าไม่ต้องรีบเขียนหนังสือมากมาย เล่นไปเถอะ สี ปั้นแป้งโด ปั้นดิน วิ่งเล่น นอกบ้าน กิจกรรมมากมายหลายอย่าง ไม่ต้องมารีบเรียนเขียนอ่านกันมากมาย เอาพอขำ ๆ เป็นเรือ่งสนุกสนานพอ ชีวิตวัยเด็กถ้าไม่ได้เล่น นี่ถือว่าไม่เคยผ่านวัยเด็กนะจ๊ะ จงทำวัยเด็กให้เป็นวัยเด็กที่มีความสุขเเละมีประสบการณ์ที่น่าจดจำ อ๋อเกือบลืมอีกเรื่อง ทำไมต้องมาสอนเด็กให้ท่องกันอยู่ได้ เลข 1-10 ก-ฮ a-z จะบอกว่าไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าจะสอนให้เด็กจำเเล้วท่องได้ เพราะว่าเด็กแค่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ว่าเด็กไม่ทราบว่าที่ท่องไปมันมีลักษณะอย่างไร สอนให้เด็กท่องอะไรสอนได้หมดละไม่ว่าจะยาวแค่ไหน แต่ว่าจะท่องทำไมนกเเก้วนกขุนทองเปล่า ๆ ไว้ถึงเวลาสอนไปเลยว่านี่คือตัวอะไร ม่าม๊าเองก็อยู่ในระบบที่ต้องท่องมาก่อนมาตอนนี้ก็ท่องไม่ได้อยู่ดี ก-ฮ เพราะว่าเวลาใช้จริงไม่ได้ใช้ท่องเราใช้เขียนใช้อ่านเลย โปรดๆๆๆๆๆ เถอะนะคะอย่าสอนให้เด็กเป็นนกเลย สอนให้เป็นคนดีกว่าคะศักยภาพของพวกเค้ามีเยอะกว่าที่จะมานั่งท่องเเล้วผู้ใหญ่ปรบมืออะคะว่า เก่งๆๆๆ โห ความจำดีมาก แค่นี้เราก็สอนให้เค้าจำเเล้วไม่ใช่ใช้ความเข้าใจเลย แต่ว่าอย่างว่ามันเห็นผลเร็วกว่านี่คะท่องสอนเเป๊บเดียวเด็กได้พอได้พูดออกมาโอ้ยเก่ง จัง เสร็จเเล้วต้องสอนอีกรอบว่านี่ตัวอะไร ๆ เอางี้ดีกว่าสอนทีเดียวรอบเดียวเลยให้เค้ารู้จักลักษณะของสิ่งเหล่านั้นเลย เเล้วเมื่อรู้จักครบเราอาจะจะเสริมให้เค้าท่องเป็นเพลงอย่างสนุกสนานเเล้วในสมองก็มีภาพสิ่งเหล่านั้นเรียบร้อย เป็นการทำงานทีเดียว ช้าแต่ชัวร์กว่าเยอะ รอเมื่อเค้าอยากรู้เค้าจะเริ่มถามเรามีหน้าที่หาวิธีบอกสอน วิธีการอยากให้เค้าอยากรู้เร็วก็ไม่อยากนี่คะแค่อ่านหนังสือไปกับเค้า ชี้ชวนกันไปมาไม่นานเกินรอเด็กก็ถามเเล้ว
ไม่ว่าลูกจะวาดรูปอะไรก็ตามในความคิดม่าม๊าลูกวาดได้สุดยอดมากม่าม๊าอยากรู้ตลอดว่า ทำไมมันมีอะไรบ้างในรูป ม่าม๊าไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์รูปของโชกุนที่โชกุนวาดเลย และไม่เคยต้องการให้โชกุนวาดรูปให้เหมือน มันจำเป็นด้วยเหรอที่รูปของเราต้องเหมือนกับของคนอื่น และไม่เคยเลยที่โชกุนต้องระบายสีให้อยู่ในกรอบที่เค้ากำหนดนะห้ามเลยเส้น (ออกเสียเถิดกรอบให้เด็กวาดรูป) ทำไมต้องมาบังคับ
และอีกเรื่องที่เราทำกันมาหลายรุ่นหลายยุคหลายสมัย นั้นก็คือ การคัดหนังสือตามรอยประ
ทำไมละทำไมต้องมาบังคับให้คัดตามรอยประ เเค่เราทำให้เค้าดูเค้าสามารถเขียนได้เเล้ว มันจำเป็นมากเลยเหรอที่เด็กต้องมานั่งทำการบ้านตามรอยประ เราลองปล่อยให้คนเลียนแบบเองเเล้วทำตามเอง อยากให้เขียนในบรรทัดใจเย็นสักนิดเมื่อกล้ามเนื้อมือเค้าเเข็งเเรงเค้าจะบังคับเขียนในบรรทัดได้เอง ผู้ใหญ่อย่าใจร้อน ทำเป็นแบบให้เห็นพอเดี๋ยวเค้าเห็นเราทำซ้ำบ่อยครั้งไม่นานเกินรอ เด็กน้อย จะทำตามเอง ใจเย็นนิดนึงนะคะ
โชกุนไม่เคยได้รับการเขียนตามรอยประใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถเขียน ก และตัว a ได้จริง ๆ ม่าม๊าไม่ได้อยากสอนตัวหนังสือตอนนี้ แต่ว่าเราอ่านนิทานกันทุกวันโชกุนถามม่าม๊าว่านี่ตัวอะไร ๆ เลยยอมสอนนิดหน่อยพอกั๊ก ๆ ไว้จะได้อยากรู้ ด้วยวัยเอาเวลาเล่นอย่างอื่นดีกว่าไม่ต้องรีบเขียนหนังสือมากมาย เล่นไปเถอะ สี ปั้นแป้งโด ปั้นดิน วิ่งเล่น นอกบ้าน กิจกรรมมากมายหลายอย่าง ไม่ต้องมารีบเรียนเขียนอ่านกันมากมาย เอาพอขำ ๆ เป็นเรือ่งสนุกสนานพอ ชีวิตวัยเด็กถ้าไม่ได้เล่น นี่ถือว่าไม่เคยผ่านวัยเด็กนะจ๊ะ จงทำวัยเด็กให้เป็นวัยเด็กที่มีความสุขเเละมีประสบการณ์ที่น่าจดจำ อ๋อเกือบลืมอีกเรื่อง ทำไมต้องมาสอนเด็กให้ท่องกันอยู่ได้ เลข 1-10 ก-ฮ a-z จะบอกว่าไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าจะสอนให้เด็กจำเเล้วท่องได้ เพราะว่าเด็กแค่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ว่าเด็กไม่ทราบว่าที่ท่องไปมันมีลักษณะอย่างไร สอนให้เด็กท่องอะไรสอนได้หมดละไม่ว่าจะยาวแค่ไหน แต่ว่าจะท่องทำไมนกเเก้วนกขุนทองเปล่า ๆ ไว้ถึงเวลาสอนไปเลยว่านี่คือตัวอะไร ม่าม๊าเองก็อยู่ในระบบที่ต้องท่องมาก่อนมาตอนนี้ก็ท่องไม่ได้อยู่ดี ก-ฮ เพราะว่าเวลาใช้จริงไม่ได้ใช้ท่องเราใช้เขียนใช้อ่านเลย โปรดๆๆๆๆๆ เถอะนะคะอย่าสอนให้เด็กเป็นนกเลย สอนให้เป็นคนดีกว่าคะศักยภาพของพวกเค้ามีเยอะกว่าที่จะมานั่งท่องเเล้วผู้ใหญ่ปรบมืออะคะว่า เก่งๆๆๆ โห ความจำดีมาก แค่นี้เราก็สอนให้เค้าจำเเล้วไม่ใช่ใช้ความเข้าใจเลย แต่ว่าอย่างว่ามันเห็นผลเร็วกว่านี่คะท่องสอนเเป๊บเดียวเด็กได้พอได้พูดออกมาโอ้ยเก่ง จัง เสร็จเเล้วต้องสอนอีกรอบว่านี่ตัวอะไร ๆ เอางี้ดีกว่าสอนทีเดียวรอบเดียวเลยให้เค้ารู้จักลักษณะของสิ่งเหล่านั้นเลย เเล้วเมื่อรู้จักครบเราอาจะจะเสริมให้เค้าท่องเป็นเพลงอย่างสนุกสนานเเล้วในสมองก็มีภาพสิ่งเหล่านั้นเรียบร้อย เป็นการทำงานทีเดียว ช้าแต่ชัวร์กว่าเยอะ รอเมื่อเค้าอยากรู้เค้าจะเริ่มถามเรามีหน้าที่หาวิธีบอกสอน วิธีการอยากให้เค้าอยากรู้เร็วก็ไม่อยากนี่คะแค่อ่านหนังสือไปกับเค้า ชี้ชวนกันไปมาไม่นานเกินรอเด็กก็ถามเเล้ว
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554
volcano eruption
volcano theme
วันที่ 4 กย 54
โชกุนเคยเห็นภูเขาไฟแต่ในหนังสือ วันนี้เรามาทำภูเชาไฟกัน
อุปกรณ์
โซเดียมไบคาบอเนต
น้ำส้มสายชู
ดินน้ำมัน(แต่ว่าเราสองคนใช้แป้งโดวที่เก่าเเล้วเตรียมจะทิ้ง)
แก้วใบเล็ก ๆ
สีผสมอาหารสีเเดง
ถาด
วิธีการทำ
เอาดินน้ำมันพอกที่ขวดเเก้วให้มีลักษณะคล้ายภูเขาไฟ แล้วเอาโซเดียมไบคาร์บอเนตใส่ไปซักครึ่งหนึ่งเเล้วก็ใส่สีผสมอาหารเล็กน้อย หลังจากนั้นค่อย ๆ เทน้ำส้มสายชูลงไป มันจะเป็นฟองฟู่ ๆออกมาเป็นสีเเดงด้วย เพราะว่าเราใส่สีผสมอาหารลงไป เท่านี้โชกุนก็ได้เห็นภูเขาไฟระเบิดละ(เพราะว่าม่าม๊าคงจะไม่พาไปดูของจริง ๆ หรอกนะ 555)
แล้วพรุ้งนี้เรามาสนุกกันต่อเรืองภูเขาไฟ
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พัฒนาการตามวัย กับ ความคาดหวังของผู้ใหญ่
หลังจากที่ม่าม๊าเลี้ยงโชกุนมาโชกุนก็มีพัฒนาการตามวัยมาตลอด เเละเเล้วก็ถึงพัฒนาการขั้นนึงที่ม่าม๊าและป่าป๊าคิดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ว่า มันจะต้องมีเสียงจากผู้ใหญ่ที่(ไม่เคยเข้าใจเด็ก) วิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์ในวันนี้ก็คือ เราไปข้างนอกกันทำธุระที่นึงเเล้วก็ต้องนั่งสักพักเพื่อรอเพื่อนป่าป๊าทำธุระนั้นให้ ซึ่งโชกุนเองก็ไม่ได้รู้จักอะไร แต่ว่าลูกก็ยืนอยู่ข้างเค้า พอเค้าหันมาถามนั้นนี่ซักไซ้มากๆลูกก็ไม่ได้เปิดปากพูดอะไรยืนเฉย ๆ ซึ่งม่าม๊าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรก็ลูกไม่ได้รู้จักเค้านี่หน่า ม่าม๊าก็ตอบคำถามแทนให้ เพื่อเป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่า ถ้ามีคนถามเราก็ตอบอย่างนี้นะ โดยการที่ม่าม๊าไม่ตำหนิลูกเลยสักคำ เพราะว่าเข้าใจว่าเป็นวัย ลูกไม่สนิทไม่คุ้นก็ไม่คุย ผ่านไปผู้ใหญ่คนนั้นถามอีกคงอยากคุย ลูกก็ไม่คุย ผู้ใหญ่(ใจร้าย)คนนนั้น ตอบมาว่า นี่พูดได้รึเปล่า พูดเป็นมั้ยจะไม่พูดกับคนแปลกหน้าใช่มั้ย ไม่เห็นเหมือนช็อปเปอร์เลย คุยนั้นนี่ เอาละคะงานนี้ ไม่ทนแล้ว ม่าม๊าทนไม่ได้แล้วกับผู้ใหญ่ที่พูดจาไม่ให้เกียรติกับลูกเรา เลยตอบกลับอย่างสุภาพทั้งที่คำพูดที่เค้าว่าลูกม่าม๊านั้นถ้าไม่เป็นแม่คนนั้นก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันรู้สึกยัไง ม่าม๊าตอบไปว่า
ขอโทษนะคะ ดิฉัขออนุญาตินะคะ ลูกไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน และเพิ่งเคยเจอครั้งแรก ไม่น่าแปลกอะไรนะคะที่เค้าจะไม่คุยด้วยทันที ถ้าเจอครั้งแรกเลยแล้วคุยจ๋อย ๆ ทันที ดิฉันก็รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอะคะ คือ ลูกอยู่ในวัยที่แยกแยะได้เเล้วคะคนว่าแปลกหน้าและคนคุ้นเคย ต้องให้เวลาเค้าสักพักคะ คือถ้าลูกอยู่วัยนี้แล้ว แต่ว่ายังคุยกับทุกคนไม่มีขอบเขตแยกเลยว่าแปลกหน้าและคุ้นเคยอย่างนี้ต้องหนักใจเเล้วคะ ถ้าวันนึงเราไม่ได้อยู่ตรงนี้กับเค้าเเล้วมีคนแปลกหน้ามาคุยกับเค้าแล้วเค้าเล่นด้วยทันที ก็คงไม่โอเคมั้งคะ แต่ว่าใช่คะเราต้องทำให้เค้าเห็นคะว่านี่เพื่อนของพ่อเค้าถ้าถามมาต้องตอบคำถามซึ่งเราก็ตอบคำถามแทนลูกเเล้วนี่คะ น่าจะหายสงสัยในคำถามนะคะ
สอง ตัวดิฉันเองไม่เคยเปรียบเทียบลูกกับใครทั้งนั้น ขอโทษนะคะ เค้าคนละวัยกันพัฒนาการย่อมแตกต่างกันจะเหมือนกันได้อย่างไร คนก็คนละคน วัยก็คนละวัย
บทสนทนานั้นจบลงอย่างราบเรียบ และผู้ใหญ่คนนั้นก็เงียบไป คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ม่าม๊ารู้สึกสบายใจมากที่ได้ตอบกลับผู้ใหญ่ที่ไม่ให้เกียรติเด็กบ้าง ไม่งั้นเค้าก็จะไม่ทราบว่าเค้ากำลังมองเด็กเป็นคนที่เค้าข่มได้ การใช้คำพูดว่า นี่พูดได้รึเปล่า ถามหน่อยว่า ถ้าคำถามนี้ถามกับผู้ใหญ่ด้วยกันอะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่านี่ถามเด็กไงคะเด็กไม่มีทางสู้ ก็ต้องจ๋อยใช่มั้ยคะ แล้วพ่อแม่บางคนซ้ำลูกตัวเองอีกว่า ตอบสิ ๆ ขี้กลัวขี้อาย น่าเสียใจที่คำพูดที่ไม่ได้นึกถึงใจเด็กแบบนั้น เค้าไม่ทราบเลยว่าทำร้ายใจของเด็กไปเเค่ไหน
นั้นคือเหตุการณ์นึง มีอีกหลายเหตุการณ์มากมายที่โชกุนเจอในช่วงวัยนี้ เช่น สมมติว่าเจอคนที่เป็นญาติ แต่ว่าไม่คุ้นเคย โชกุนก็จะเงียบ ๆ ไม่คุยเล่นอะไร ผู้ใหญ่ทุกคนก็จะคุยสิ ๆ ทำไมไม่คุยคุยสิ หัวอกแม่อึดอัดแทนลูก ว่าลูกจะคุยอะไรน้อ เราเองเป็นผู้ใหญ่ยังไม่มีอะไรจะคุยเลย ขนาดผ่านโลกมาขนาดนี้แล้ว
อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจมองเด็กว่าเป็นเด็ก ไม่ใช่มองเด็กว่าเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก
เด็กใสมากและมากเกินกว่าที่จะเเสเเสร้งคุยกับคนแปลกหน้าได้ทันทีเหมือนผู้ใหญ่ ในชีวิตเค้าเพิ่งเริ่มต้น เพิ่งเรียนรู้อะไรมากมายบนโลกนี้ ขอเวลาปรับตัวหน่อย เดี่ยวผ่านพ้นไปเองวัยนี้แต่มีอยู่ที่ว่าจะผ่านไปอย่างมีความสุข หรือ ผ่านไปอย่างมีปม ว่าตัวเองทำไม่ได้
อยากให้ผู้ใหญ่ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นเด็กอีกครั้งว่ามันทรมานเพียงใดในการที่โดนผู้ใหญ่ที่เรียกว่า พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย คนในครอบครัว ผลักให้พูดให้เล่นกับคนแปลกหน้าทันที ต้องกล้า ต้องนั้นนี่ ทำไมเรา คือ คนที่เค้ารักที่สุด กลับกลายเป็นคนที่เราผลักเค้าแล้วให้เค้ามีความไม่สบายใจเกิดขึ้น ทำไมเราไม่ทำกับเค้าไปพร้อมเค้าทำด้วยกัน หรืออย่างเช่น สมมติว่าจะซื้อของ เด็กยังไม่แข็งเเรงและมีความกล้าพอที่จะไปเองคนเดียว ไม่เห็นเป็นไรที่เราจะเดินเคียงข้างเค้าก่อน ทำให้เค้าเห็นก่อน ทำพร้อมกันไปเรื่อย ๆ ผลัดกันทำผลัดกันซื้อสนุกสนาน ครั้งนี้แม่สั่ง ครั้งต่อไปลูกสั่ง การเรียนรู้ที่สิ่งเกิดจากความสุขไม่ได้เหรอ มันยั่งยืนและถาวรมากกว่า ไม่ต้องบีบบังคับให้ไปเอง ดูซิจะกล้ามั้ย ทำไมผู้ใหญ่เหล่านี้ลืมวันที่ตัวเองเป็นเด็กไปแล้วว่าตอนตัวเองนั้นก็อยากให้พ่อแม่เคียงข้างก่อนเดี่ยวถ้ามั่นใจทำได้เอง ยิ่งบีบยิ่งรู้สึกเหมือนทำไม่ได้สักที ทรมานใจจังที่จะต้องทำ
อย่างที่ป่าป๊าเคยเล่าให้ม่าม๊าฟังว่า เค้าบอกว่าเค้าตอนเด็ก ๆ โดนว่าตลอดว่าไม่กล้าไปติดต่ออะไรก็ไม่กล้า ไม่เก่ง เค้าบอกว่ามันทำให้เค้าเสียใจแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนเลย อาย หดหู่มาก ยังไงก็ทำไม่ได้กลัว (เชื่อมั้ยว่าตอนนี้ก็ยังเป็น) แต่ว่าด้วยความที่วัยโตขึ้นเลยคิดได้ว่าอ๋อไม่มีไรน่ากลัว แล้วเราต้องรอให้เด็กโตเหรอถึงคิดได้ให้เค้ากล้าเมื่อพร้อมให้ชีวิตมีความสุขไปดีกว่า เราเป็นพ่อแม่เปิดโอกาสให้ทำ ให้กำลังใจ แต่ว่าเมื่อไหร่ที่ลูกแสดงอาการว่าไม่พร้อมเราต้องยื่นมือให้เค้าก่อนในที่นี้ไม่ใช่ยื่นมือทำให้ทุกอย่างแต่ว่ายื่นมือให้เค้ารู้ว่าไม่เป็นไรพ่อแม่เคียงค้างก่อน พ่อแม่พร้อมสนับสนุน ไม่ใช้ไป ไป ทำเองเลย ป่าป๊าเค้าเลยคิดได้ว่าจะไม่มีวันพูดจาทำนองนี้เด็ดขาด เค้าบอกเลยลูกต้องกล้าจากความสุข และพร้อมที่จะทำฝึกโดยการที่เราอยู่ข้าง คอยเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่สั่งว่าไม่เห็นมีไรน่ากลัว(ใช่สิก็มันไม่น่ากลัวสำหรับผู้ใหญ่ แต่ว่ามันน่ากลัวสำหรับเด็กผิดด้วยเหรอ)สมมติว่าผู้ใหญ่อย่างถ้าต้องไปติดต่อกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติคนเดียวอะกล้ามั้ย(ที่ต้องเปรียบเทียบว่าติดต่อกับชาวต่างชาติคนเดียว เพราะว่าจะได้นึกภาพออก เพราะว่าถ้าบอกว่าติดต่อกับคนอื่นแปลกหน้าก็ธรรมดาสำหรับผู้ใหญ่)ผู้ใหญ่หลายคนจะมองภาพไม่ออก ก็จะคิดว่าไม่เห็นจะมีไร แต่ว่าพอลองใส่ เงื่อนไขที่ว่าต่างชาติต่างภาษาเข้ามา น่าจะนึกภาพออกว่า อ๋อเด็กน้อย เค้าก็รู้สึกแบบนี้ นั้นเอง กลัววาจะสื่อสารรู้เรื่องมั้ย ไม่รู้จักกันเลย เค้าจะคุยกับเรามั้ย อยากให้รู้ว่าเด็กก็รู้สึกกังวลนะคะ
เพราะว่าการสั่งสอนไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคนสั่งไม่ทำเป็นแบบอย่างที่ดีเด็กมองไม่เห็นภาพ
เด็กต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า แล้วมันแปลกด้วยเหรอที่เราจะเดินไปข้าง ๆ พร้อม ๆ กับเค้าก่อน นำทางเค้าก่อน
ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่เพราะว่าเข้าข้างลูกตัวเอง ปกป้องลุกตัวเอง แต่ว่าสงสารเด็กทุกคนที่โดนแบบนี้แต่ว่าบังเอิญว่า ลูกตนเองก็โดนกระทำโดยคนที่เค้ารักบ้าง หรือ คนที่ไม่รู้จักบ้างเลยคิดว่า ไม่เห็นยุติธรรมเลยสำหรับเด็ก อยากบอกแทนเด็กว่า พวกเค้าไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก เค้า คือเด็ก ทำเป็นแบบอย่างให้กับพวกเค้าอย่าข่มและตำหนิให้มากหนักเลยมันไม่ใช่วิธีที่สร้างสรรค์
ขอโทษนะคะ ดิฉัขออนุญาตินะคะ ลูกไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน และเพิ่งเคยเจอครั้งแรก ไม่น่าแปลกอะไรนะคะที่เค้าจะไม่คุยด้วยทันที ถ้าเจอครั้งแรกเลยแล้วคุยจ๋อย ๆ ทันที ดิฉันก็รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอะคะ คือ ลูกอยู่ในวัยที่แยกแยะได้เเล้วคะคนว่าแปลกหน้าและคนคุ้นเคย ต้องให้เวลาเค้าสักพักคะ คือถ้าลูกอยู่วัยนี้แล้ว แต่ว่ายังคุยกับทุกคนไม่มีขอบเขตแยกเลยว่าแปลกหน้าและคุ้นเคยอย่างนี้ต้องหนักใจเเล้วคะ ถ้าวันนึงเราไม่ได้อยู่ตรงนี้กับเค้าเเล้วมีคนแปลกหน้ามาคุยกับเค้าแล้วเค้าเล่นด้วยทันที ก็คงไม่โอเคมั้งคะ แต่ว่าใช่คะเราต้องทำให้เค้าเห็นคะว่านี่เพื่อนของพ่อเค้าถ้าถามมาต้องตอบคำถามซึ่งเราก็ตอบคำถามแทนลูกเเล้วนี่คะ น่าจะหายสงสัยในคำถามนะคะ
สอง ตัวดิฉันเองไม่เคยเปรียบเทียบลูกกับใครทั้งนั้น ขอโทษนะคะ เค้าคนละวัยกันพัฒนาการย่อมแตกต่างกันจะเหมือนกันได้อย่างไร คนก็คนละคน วัยก็คนละวัย
บทสนทนานั้นจบลงอย่างราบเรียบ และผู้ใหญ่คนนั้นก็เงียบไป คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ม่าม๊ารู้สึกสบายใจมากที่ได้ตอบกลับผู้ใหญ่ที่ไม่ให้เกียรติเด็กบ้าง ไม่งั้นเค้าก็จะไม่ทราบว่าเค้ากำลังมองเด็กเป็นคนที่เค้าข่มได้ การใช้คำพูดว่า นี่พูดได้รึเปล่า ถามหน่อยว่า ถ้าคำถามนี้ถามกับผู้ใหญ่ด้วยกันอะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่านี่ถามเด็กไงคะเด็กไม่มีทางสู้ ก็ต้องจ๋อยใช่มั้ยคะ แล้วพ่อแม่บางคนซ้ำลูกตัวเองอีกว่า ตอบสิ ๆ ขี้กลัวขี้อาย น่าเสียใจที่คำพูดที่ไม่ได้นึกถึงใจเด็กแบบนั้น เค้าไม่ทราบเลยว่าทำร้ายใจของเด็กไปเเค่ไหน
นั้นคือเหตุการณ์นึง มีอีกหลายเหตุการณ์มากมายที่โชกุนเจอในช่วงวัยนี้ เช่น สมมติว่าเจอคนที่เป็นญาติ แต่ว่าไม่คุ้นเคย โชกุนก็จะเงียบ ๆ ไม่คุยเล่นอะไร ผู้ใหญ่ทุกคนก็จะคุยสิ ๆ ทำไมไม่คุยคุยสิ หัวอกแม่อึดอัดแทนลูก ว่าลูกจะคุยอะไรน้อ เราเองเป็นผู้ใหญ่ยังไม่มีอะไรจะคุยเลย ขนาดผ่านโลกมาขนาดนี้แล้ว
อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจมองเด็กว่าเป็นเด็ก ไม่ใช่มองเด็กว่าเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก
เด็กใสมากและมากเกินกว่าที่จะเเสเเสร้งคุยกับคนแปลกหน้าได้ทันทีเหมือนผู้ใหญ่ ในชีวิตเค้าเพิ่งเริ่มต้น เพิ่งเรียนรู้อะไรมากมายบนโลกนี้ ขอเวลาปรับตัวหน่อย เดี่ยวผ่านพ้นไปเองวัยนี้แต่มีอยู่ที่ว่าจะผ่านไปอย่างมีความสุข หรือ ผ่านไปอย่างมีปม ว่าตัวเองทำไม่ได้
อยากให้ผู้ใหญ่ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นเด็กอีกครั้งว่ามันทรมานเพียงใดในการที่โดนผู้ใหญ่ที่เรียกว่า พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย คนในครอบครัว ผลักให้พูดให้เล่นกับคนแปลกหน้าทันที ต้องกล้า ต้องนั้นนี่ ทำไมเรา คือ คนที่เค้ารักที่สุด กลับกลายเป็นคนที่เราผลักเค้าแล้วให้เค้ามีความไม่สบายใจเกิดขึ้น ทำไมเราไม่ทำกับเค้าไปพร้อมเค้าทำด้วยกัน หรืออย่างเช่น สมมติว่าจะซื้อของ เด็กยังไม่แข็งเเรงและมีความกล้าพอที่จะไปเองคนเดียว ไม่เห็นเป็นไรที่เราจะเดินเคียงข้างเค้าก่อน ทำให้เค้าเห็นก่อน ทำพร้อมกันไปเรื่อย ๆ ผลัดกันทำผลัดกันซื้อสนุกสนาน ครั้งนี้แม่สั่ง ครั้งต่อไปลูกสั่ง การเรียนรู้ที่สิ่งเกิดจากความสุขไม่ได้เหรอ มันยั่งยืนและถาวรมากกว่า ไม่ต้องบีบบังคับให้ไปเอง ดูซิจะกล้ามั้ย ทำไมผู้ใหญ่เหล่านี้ลืมวันที่ตัวเองเป็นเด็กไปแล้วว่าตอนตัวเองนั้นก็อยากให้พ่อแม่เคียงข้างก่อนเดี่ยวถ้ามั่นใจทำได้เอง ยิ่งบีบยิ่งรู้สึกเหมือนทำไม่ได้สักที ทรมานใจจังที่จะต้องทำ
อย่างที่ป่าป๊าเคยเล่าให้ม่าม๊าฟังว่า เค้าบอกว่าเค้าตอนเด็ก ๆ โดนว่าตลอดว่าไม่กล้าไปติดต่ออะไรก็ไม่กล้า ไม่เก่ง เค้าบอกว่ามันทำให้เค้าเสียใจแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนเลย อาย หดหู่มาก ยังไงก็ทำไม่ได้กลัว (เชื่อมั้ยว่าตอนนี้ก็ยังเป็น) แต่ว่าด้วยความที่วัยโตขึ้นเลยคิดได้ว่าอ๋อไม่มีไรน่ากลัว แล้วเราต้องรอให้เด็กโตเหรอถึงคิดได้ให้เค้ากล้าเมื่อพร้อมให้ชีวิตมีความสุขไปดีกว่า เราเป็นพ่อแม่เปิดโอกาสให้ทำ ให้กำลังใจ แต่ว่าเมื่อไหร่ที่ลูกแสดงอาการว่าไม่พร้อมเราต้องยื่นมือให้เค้าก่อนในที่นี้ไม่ใช่ยื่นมือทำให้ทุกอย่างแต่ว่ายื่นมือให้เค้ารู้ว่าไม่เป็นไรพ่อแม่เคียงค้างก่อน พ่อแม่พร้อมสนับสนุน ไม่ใช้ไป ไป ทำเองเลย ป่าป๊าเค้าเลยคิดได้ว่าจะไม่มีวันพูดจาทำนองนี้เด็ดขาด เค้าบอกเลยลูกต้องกล้าจากความสุข และพร้อมที่จะทำฝึกโดยการที่เราอยู่ข้าง คอยเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่สั่งว่าไม่เห็นมีไรน่ากลัว(ใช่สิก็มันไม่น่ากลัวสำหรับผู้ใหญ่ แต่ว่ามันน่ากลัวสำหรับเด็กผิดด้วยเหรอ)สมมติว่าผู้ใหญ่อย่างถ้าต้องไปติดต่อกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติคนเดียวอะกล้ามั้ย(ที่ต้องเปรียบเทียบว่าติดต่อกับชาวต่างชาติคนเดียว เพราะว่าจะได้นึกภาพออก เพราะว่าถ้าบอกว่าติดต่อกับคนอื่นแปลกหน้าก็ธรรมดาสำหรับผู้ใหญ่)ผู้ใหญ่หลายคนจะมองภาพไม่ออก ก็จะคิดว่าไม่เห็นจะมีไร แต่ว่าพอลองใส่ เงื่อนไขที่ว่าต่างชาติต่างภาษาเข้ามา น่าจะนึกภาพออกว่า อ๋อเด็กน้อย เค้าก็รู้สึกแบบนี้ นั้นเอง กลัววาจะสื่อสารรู้เรื่องมั้ย ไม่รู้จักกันเลย เค้าจะคุยกับเรามั้ย อยากให้รู้ว่าเด็กก็รู้สึกกังวลนะคะ
เพราะว่าการสั่งสอนไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคนสั่งไม่ทำเป็นแบบอย่างที่ดีเด็กมองไม่เห็นภาพ
เด็กต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า แล้วมันแปลกด้วยเหรอที่เราจะเดินไปข้าง ๆ พร้อม ๆ กับเค้าก่อน นำทางเค้าก่อน
ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่เพราะว่าเข้าข้างลูกตัวเอง ปกป้องลุกตัวเอง แต่ว่าสงสารเด็กทุกคนที่โดนแบบนี้แต่ว่าบังเอิญว่า ลูกตนเองก็โดนกระทำโดยคนที่เค้ารักบ้าง หรือ คนที่ไม่รู้จักบ้างเลยคิดว่า ไม่เห็นยุติธรรมเลยสำหรับเด็ก อยากบอกแทนเด็กว่า พวกเค้าไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก เค้า คือเด็ก ทำเป็นแบบอย่างให้กับพวกเค้าอย่าข่มและตำหนิให้มากหนักเลยมันไม่ใช่วิธีที่สร้างสรรค์
วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ant
21 สค 54
เราเรียนเรื่อง มด กัน เราทำการทดลองเอาอาหารขนมสิ่งที่เราอยากรู้ว่ามดชอบกินมั้ยมาวางบนจานกระดาษ ไม่นานเกินรอมากันเพียบ งานนี้โชกุนเลยได้รู้ว่า มดชอบกินอะไรบ้าง ชอบกินของหวาน ๆ นี่เอง หลังจากนั้นเราก็มาเล่นเกมที่ม่าม๊าทำให้ เป็นเกมฝึกให้โชกุนมองภาพจากซ้ายไปขวา บนลงล่างเอาง่ายมองให้มันเป็นระบบระเบียบนั้นเองเกมนี้จะทำให้อีกหลาย ๆ รุปเลยนะครับจะได้ฝึกบ่อย ๆ ทักษะพวกนี้อยู่ที่การฝึกฝนฝึกบ่อยก็จะชำนาณเอง
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
color wheel and blueberry chesse pie
3 สค 54 วันนี้เราเรียนรู้เรื่องสีกันว่าสีอะไรเอามาผสมเเล้วเป็นสีอะไรบ้าง ม่าม๊าก็พูดไปทำไปโชกุนก็ดูทำตามถามว่ารู้มั้ยว่าสีอะไรผสมแล้วเป็นสีอะไร ด้วยวัยโชกุนยังไม่รู้หรอกแต่ว่าจุดประสงค์ก็คือโชกุนรู้ละว่า อ๋อสีที่มีอยู่มันผสมกันได้แล้วเกิดสีใหม่นะนี่ มันสนุกตรงนี้ละ
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
magnet
31 กค -1 สค 54
เราเรียนรู้เรื่อง magnet กันสองวัน วันเเรกก็บอกให้โชกุนรู้ว่า magnet คืออะไร เเล้วมันติดกับอะไรบ้าง เเล้วในบ้านเรามีอะไรที่ magnet สามารถติดได้บ้างเราก็เล่นเกมกันสนุกสนานหาของกันใหญ่ อย่างน้อยโชกุนก็ได้เรียนรู้ว่า เเม่เหล็กจะติดกับเหล็ก หรือสเเตนเลส เท่านั้น สามารถจำเเนกได้ว่า เเม่เหล็กไม่ติดกับพลาสติก กล่องกระดาษ เป็นต้น
กิจกรรมนี้เราใช้เวลากันประมาณ 30 นาที
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง
วิ่งทั่วบ้านหาของที่เเม่เหล็กจะติดได้ อันนี้โชกุนสนุกเพราะว่าเหมือนเล่นซ่อนเเอบ
ส่วนวันที่สองเราก็เหมือนมาสรุปกันอีกทีว่า เเม่เหล็กมันมีสองขั้วน้า ถ้าเหมอืนกันมันจะผลักกันออกถ้าต่างกันมันจะดึงเข้าหากัน โชกุนก็ทดลองไป จริง ๆ ม่าม๊าจะลงวิดีโอที่โชกุนทดลองแตว่ามันลงไม่ได้สักทีไว้ลงได้เเล้วจะเอามาให้ดูนะ
โชกุนเรียนรุ้คำศัพท์จากการเรียนรู้เรื่องเเม่เหล็กดังนี้
magnet
pole
same pole push away or repel
different pole pull together or attract
iron
steel
metal
เเต่ว่าทั้งหมดนี้พอรู้อยู่เเล้วแต่ว่าพอมาทำกิจกรรมเลยทำให้โชกุนเห็นภาพมากขึ้นเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรคือเหล็ก อะไรคือการผลักออก ส่วนในเรื่องคำว่า ขั่ว หรือ pole น่าจะยังไม่ค่อยเห็นภาพต้องหาเเม่เหล็กหรือทำสัญลักษณ์ให้โชกุนเห็นภาพมากกว่านี้ว่ามันมีด้านที่เหมือนกันกับต่างกัน จริงๆ ม่าม๊าหาซื้อเเม่เหล็กที่มันมาตรฐานกว่านี้ละนะแต่ว่าเถวบ้านไม่มีขายเดี่ยวไว้หาซื้อให้นะจ๊ะ
มาต่อกันเรื่อง magnet อีกนิด วันที่ 4 สค 54 เราเอาเเม่เหล็กไปติดที่รถของเล่น ของโชกุนกัน เพื่อให้มันผลักกันก็เป็นการทดลองอีกเเบบนึงเหมือนกันนะนี่
เราเรียนรู้เรื่อง magnet กันสองวัน วันเเรกก็บอกให้โชกุนรู้ว่า magnet คืออะไร เเล้วมันติดกับอะไรบ้าง เเล้วในบ้านเรามีอะไรที่ magnet สามารถติดได้บ้างเราก็เล่นเกมกันสนุกสนานหาของกันใหญ่ อย่างน้อยโชกุนก็ได้เรียนรู้ว่า เเม่เหล็กจะติดกับเหล็ก หรือสเเตนเลส เท่านั้น สามารถจำเเนกได้ว่า เเม่เหล็กไม่ติดกับพลาสติก กล่องกระดาษ เป็นต้น
กิจกรรมนี้เราใช้เวลากันประมาณ 30 นาที
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง
วิ่งทั่วบ้านหาของที่เเม่เหล็กจะติดได้ อันนี้โชกุนสนุกเพราะว่าเหมือนเล่นซ่อนเเอบ
ส่วนวันที่สองเราก็เหมือนมาสรุปกันอีกทีว่า เเม่เหล็กมันมีสองขั้วน้า ถ้าเหมอืนกันมันจะผลักกันออกถ้าต่างกันมันจะดึงเข้าหากัน โชกุนก็ทดลองไป จริง ๆ ม่าม๊าจะลงวิดีโอที่โชกุนทดลองแตว่ามันลงไม่ได้สักทีไว้ลงได้เเล้วจะเอามาให้ดูนะ
โชกุนเรียนรุ้คำศัพท์จากการเรียนรู้เรื่องเเม่เหล็กดังนี้
magnet
pole
same pole push away or repel
different pole pull together or attract
iron
steel
metal
เเต่ว่าทั้งหมดนี้พอรู้อยู่เเล้วแต่ว่าพอมาทำกิจกรรมเลยทำให้โชกุนเห็นภาพมากขึ้นเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรคือเหล็ก อะไรคือการผลักออก ส่วนในเรื่องคำว่า ขั่ว หรือ pole น่าจะยังไม่ค่อยเห็นภาพต้องหาเเม่เหล็กหรือทำสัญลักษณ์ให้โชกุนเห็นภาพมากกว่านี้ว่ามันมีด้านที่เหมือนกันกับต่างกัน จริงๆ ม่าม๊าหาซื้อเเม่เหล็กที่มันมาตรฐานกว่านี้ละนะแต่ว่าเถวบ้านไม่มีขายเดี่ยวไว้หาซื้อให้นะจ๊ะ
มาต่อกันเรื่อง magnet อีกนิด วันที่ 4 สค 54 เราเอาเเม่เหล็กไปติดที่รถของเล่น ของโชกุนกัน เพื่อให้มันผลักกันก็เป็นการทดลองอีกเเบบนึงเหมือนกันนะนี่
โชกุนดูวิดีโอของโชกุนตอนที่ม่าม๊าสอนได้เลยนะครับที่
http://www.youtube.com/watch?v=h94gzNO1S7M&feature=youtu.be
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)