วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โชกุนประดิษฐ์ ปลาหมึก

วันนี้นั่งกันอยู่ดีดีม่าม๊าทำงานนิดหน่อย สงสัย เอ้ทำไมโชกุนเงียบจังน้า เลยแอบมองดู เอ้านั่งตัด ๆ อะไรนี่ ยังไม่รบกวนดีกว่ารอจนเค้าทำเสร็จ(เเค่ว่าแอบถ่ายรูปนิดนึง เด็ก hs บางทีต้องมีภาพเป็นหลักฐานบ้าง) อิอิ พอเสร็จเค้าเอามาโชว์ม่าม๊า โชกุนทำปลาหมึกมีเติมลาย เติมตา เติมหน้าให้ปลาหมึกด้วย














และต่อจากนั้นก็บอกว่า ม่าม๊าเรามาทำ แมงกระพรุนกันมั้ย ให้ม่าม๊าช่วยตัดโชกุนเอามาประกอบกันเอง







กิจกรรมนี้ โชกุน ได้ใช้จินตนาการเองล้วน ๆ เเละได้ฝึกสมาธิทำงาน ให้เสร็จลุล่วง ฝึกการตัด (เหมือนเดิม) ใช้มือ ใช้ภาษาพูดอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ




สิ่งที่เห็นว่าโชกุนพัฒนาขึ้นก็คือ สามารถเลือกกระดาษมาทำเองตามจินตนาการของตัวเอง มีการเติมเเต่งให้สวยงาม

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อาชีพแม่

อาชีพที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้หญิง คือ อาชีพ แม่ แต่ว่าแปลกมาก เมื่อมีใครถามว่าทำงานอะไร แล้วเราตอบว่า ทำงานเป็นแม่ คะดูเเลลูก สีหน้าของคนที่ถามจะทำหน้าเหมือนสงสาร แปลก ๆ ไงไม่รู้ บ้างก็พูดทำนองว่า เสียดายความรู้ที่เรียนมา ทำไมมาเลี้ยงลูก บอกตรง ๆว่า ตกใจว่า ทำไมละมันผิดตรงไหนที่เราเรียนมาเเล้วเราเลือกที่จะเอาวิชาที่เรียนมามาดูลูกแล้วมันผิดตรงไหนละนี่ที่เราเรียนมา เเล้วเราจะดูเเลลูก แปลกจริง วัยที่สำคัญเเละเป็นรากฐานสร้างคน ก็วัยเด็ก เเล้วเรามาดูเเลลูกที่ยังอยู่ในวัยเด็ก เอาใจใส่เต็มที่ มันผิดด้วยรึนี่ หรือบางคนก็บอกว่าโหยอิจฉาสบายอะวันๆไม่ต้องทำอะไรเเค่ดูลูก ขอบอกว่า งานหนักกว่าทำงานออฟฟิตนะคะ ไม่มีเวลามาเเว็ป เล่นเน็ต หรือว่าอยู่บ้านนั่งดูทีวีนะคะ และเราก็ไม่ได้มีใครมาช่วยเลี้ยง (เพราะว่าเราขี้เกียจมาบอกว่าให้ทำนั้นนี่นะนี่คือกฎของเราขีเกียจคอยระวังเพ่ิม)
อาชีพที่สำคัญที่สุดแต่ว่าโดนคน มองว่าแปลก และมองดูถูก จังเลย
สังคมมักจะให้เกียรติอาชีพที่ได้แต่งตัวสวย ๆ มีฐานะหน้าตาทางสังคม แต่ว่าไม่เคยยกย่อง คนที่ดูแล และสร้างคนเลย
ถามว่าคุ้มมั้ยที่ไม่ทำงานเเล้วมาเลี้ยงลูก ถ้ามองแต่เงิน หรือว่าคุยกับคนที่ไม่ได้เลี้ยงลูก ตอบให้ตายยังไงก็ไม่คุ้มหรอก เพราะว่าลูกให้ใครเลี้ยงก็โตเหมือนกัน เหมือนลูกหมานั้นละใครเลี้ยงก็โต ถ้าจะมองแค่ว่าเลี้ยงให้โตเดี่ยวก็เข้า โรงเรียนเเล้ว (มันช่างง่ายเสียนี่กระไร เราเองเลี้ยงมาโหทำไมเลี้ยงเด็กเหนื่อยอย่างนี้ ทำไมมีปัญหาให้แก้ตลอดเวลา ถ้าเราอ้างว่าไม่มีเวลาใส่ใจลูกหรอก ชาตินี้ทั้งชาติก็จะไม่มีคำว่า มีเวลาหรอก เพราะว่าเค้าก็โตขึ้นปัญหาก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ) แต่ว่า มันเป็นเรื่องของข้างในจิตใจมากกว่า เราจะไปทราบได้ยังไง ว่าคนที่เราไว้ใจให้เราดูลูก เราเค้าจะรู้วิธีการพูดกับเด็ก หรือ รักลูกเรามากเเค่ไหน
เราไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกนะ แต่ว่ามีทางเลือกก็เลี้ยงก่อนก็ได้มั้ง เเล้วค่อยกลับไปทำงาน พอเค้าเข้าโรงเรียนค่อยว่าเรื่องงานกันใหม่ งานอะหาได้แต่ว่าวัยเด็กของลูกจะให้หามาอีกไม่ได้นะจ๊ะ แต่ว่าถ้าลาออกไม่ได้จริง ๆ ก็ควรทุ่มเทเวลาเต็มที่ช่วงเย็น เอาเค้าเข้านอนอ่านนิทาน วันเสาร์อาทิตเต็มที่กับเค้าดีกว่า
ปล ยืนยันเหมือนเดิมว่า อันนี้คือความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ได้ว่าว่าตัวเองถูกหรือคนอื่นผิด แต่ว่าเเค่อยากให้คนทุกคน ใส่ใจเจ้าตัวเล็ก เยอะๆๆๆๆๆๆเท่าที่จะเยอะได้ เพราะว่าทุกสิ่งสร้างได้ในวัยเด็กอะคะ

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สอนลูกว่ายน้ำ










หลายครอบครัวมีไม่มากก็น้อยคงจะส่งลูกให้กับคุณครูที่สอนว่ายน้ำ ด้วยเหตุผลที่อาจจะคิดว่าคุณครูจะต้องรู้เยอะกว่าเรา จริง ๆ เเล้วสำหรับเด็กเล็ก ๆ จนถึงเด็กประถม เราสองคนคิดว่าพ่อแม่ควรลงไปเล่นน้ำเป็นเพื่อนลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกมั่นคงปลอดภัย อุ่นใจเเล้วเค้าจะมีความสุขในการเรียนรู้ของเค้าเอง



แต่ว่าเราสองคนอยากจะบอกว่าถ้าพ่อแม่ไม่อยากลงไปเล่นน้ำกับลูกจริง ๆ หรือว่าติดธุระมากมายจริง ๆ ควรจะเฟ้นหาครูที่เข้าใจเด็กมาสอนลูกจริง ๆ หาครูที่ใจเย็นหรือครูที่พร้อมจะฟังว่าเราต้องการอะไรแค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ใจเราสองคนจริง ๆอยากให้ไปที่ที่ให้พ่อแม่ลงไปเรียนกับลูก ถึงจะว่ายไปเป็นก็ควรที่จะต้องลงไปกับลูก ที่ยกประเด็นนี้มาไม่ใช่อะไร คือ จากประสบการณ์จริง ๆ ที่ระหว่างที่เราสามคนเล่นน้ำกันอยู่เราต้องได้ยินเสียงครูที่สอนว่ายน้ำที่พ่อแม่เกือบจะทุกครอบครัว เชื่อใจมั่นใจฝากลูกไว้กับเค้า ว่าเด็ก ตำหนิเด็ก มากมาย เราสงสารว่า เด็กน้อยทำไมพ่อแม่มั่นใจครูแบบนี้ให้มาสอนนี่ เวลาที่เล่นน้ำควรเป็นสิ่งที่สนุกไม่ใช่สิ่งที่เครียด และในปัจจุบันมีสถานที่สอนว่ายน้ำเด็กเล็กมากมายที่สอนเป็นขั้นเป็นตอนครูผ่านการอบรมเข้าใจเด็กเล็กมา เเละที่สำคัญพ่อแม่ต้องลงด้วย พ่อแม่ที่มีโอกาสควรจะเลือกสถานที่เเบบนั้นถ้าอยากจะให้ลูกเรียนจริง ๆ แต่ว่าเราสองคนจะบอกว่าจริง ๆ ครูชั้นเลิศที่ดีที่สุดสำหรับลูกไม่ต้องไปแสวงหาเลย คือ ตัวพ่อแม่เอง เพราะว่าเข้าใจลูก และลูกไว้ใจมากที่สุดว่ายวันละนิดเล่นวันละหน่อย เค้าจะว่ายน้ำไม่เป็นก็ให้มันรู้ไป



เราสองคนประเด็นหลัก ๆที่ให้เค้าว่ายน้ำ คือหากิจกรรมให้เค้าทำและอยากให้เค้าสนุกคุ้นเคยกับน้ำ ไม่เคยคาดหวังว่าลูกจะต้องว่ายให้ได้ภายในอายุเท่านี้ ๆ ประเด็นของเราอย่างเดียวคือความสุข แต่ว่าสิ่งที่เราสองทำมันได้มากกว่านั้นคือ เค้าคุ้นเคย และ พยายามเลียนแบบวิธีการกลั้นหายใจการดำน้ำ การลอยตัวมาเป็นลำดับขั้น โดยที่เราสองคนลงไปเล่นกับลูกตลอด (ม่าม้าอาจจะไม่ทุกวันแต่ว่าจะลงให้มากที่สุดเท่าที่จะลงได้)




เราสองคนไม่ชอบการใช้คำท้าทายหรือคำที่ไม่ภาคภูมิใจในสิ่งที่เค้าทำ เช่น



ทำได้แค่นี้เองนะเหรอดูเพื่อนสินั้นว่ายน้ำเค้าทำอย่างนี้


-จะพูดแบบนี้เพื่ออะไร ผม ไม่ได้จะไปเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติ



กล้ารึเปล่าที่จะว่าย อะ


-จะพูดเเบบนี้เพื่ออะไร ผมอยากเล่นสนุกในน้ำ มีอะไรน่ากลัว ต้องมาถามผมว่ากล้ามั้ย



ทำไมไม่ทำละทำสิ


-จะพูดแบบนี้เพื่ออะไร ทีผู้ใหญ่วันนี้อาจจะอยากทำสิ่งนี้ไม่อยากทำสิ่งนั้นทำไมผมต้องอยากทำสิ่งเดียวกับผุ้ใหญ่ด้วยเหรอ



กลัวจมมั้ย


-จะพูดแบบนี้เพื้่ออะไร ก็ผมยังว่ายน้ำไม่เป็นก็ช่วยเหลือผมก่อนสิครับ จะต้องรีบปล่อยมือผมทำไมให้ผมตื่นกลัวกับน้ำถามหน่อยถ้าปล่อยผู้ใหญ่ที่ถามไปในทะเลลึก ๆ ถามหน่อยกลัวจมมั้ยละ สระว่ายน้ำก็ลึกนะครับสำหรับผมอะ



ไหนไม่เห็นจะทำอะไรได้ได้เลย คนอื่นเค้าไปไหนกันเเล้ว


-จะพูดเพื่ออะไร ชีวิตนี้เเข่งกับตัวเองบ้างสิ



แค่นี้ก็ไม่กล้า(คำนี้ขอบอกว่า ไม่ชอบมากเวลาได้ยินผุู้ใหญ่ดูถูกเด็ก) ผุ้ใหญ่ลืมคิดไปว่าตัวเองอายุเท่าไหร่ เด็กอายุเท่าไหร่ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กที่จะทำทุกสิ่งได้เหมือนเราทุกอย่าง


-จะพูดเพื่ออะไร ผมอายุเท่าไหร่ลองย้อนไปตอนผู้ใหญ่อายุเท่าผม ผมว่าก็คงรู้สึกเหมือนผมหน่ะ เอาใจเค้ามาใส่ใจเราบ้าง



ต้องทำให้ได้นะต้องว่ายให้เป็น


-จะพูดเพื่ออะไร ถึงว่ายไม่เป็นตอนนี้วันนึงผมก็ว่ายเป็นครับ



เป็นต้น


คำพูดเหล่านี้ท้าทายแต่ว่าไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเด็กเลย ในความคิดของเราสองคน เพราะว่าเราสองคนไม่ชอบการท้าทาย เเละยิ่งการท้าทายในเวลาที่ไม่เหมาะสมเราสองคนคิดว่ามีแต่ส่งผลร้ายให้กับเด็ก หรือการบีบบังคับให้ทำอะไรที่เค้าไม่อยากทำเช่นกันเหมือนที่พูดมาเเล้วในเรื่องที่เเเล้วว่าของเล่นไม่เหมาะสมกับวัย กับความสนใจของเด็ก ถ้ามันไม่มาในทิศทางเดียวกัน มันเป็นเรื่องยากที่เด็กจะอยากทำและอยากจะทำให้ดี



เราเน้นในเรื่องจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ดอกไม้จะบานสวยงามเมื่อเวลาที่เหมาะสม ใจต้องเย็นอดทนมองเห็นความสามารถและความภูมิใจไปกับเค้าทีละขั้นไม่ต้องเร่งต้องรีบไปซะทุกเรื่อง เราก็มีความสุขเพราะว่าไม่คาดหวังสูง ลูกก็สุข ที่เค้าภูมิใจในสิ่งที่เค้าทำได้ การให้กำลังใจสำคัญกว่าการท้าทายหรือตำหนิเด็กเล็ก



ถึงว่ายมาเป็นปี ๆ ถ้าลูกเราสองคนไม่สามารถทำอะไรได้เลยอยากจะเล่นน้ำอย่างเดียว เราสองคนก็มีความสุข เพราะว่า ทุกอย่างที่เด็กจะอยากเรียนรู้ต่อยอดขึ้นไปพื้นฐานต้องมาจากสิ่งที่เค้าพอใจและมีความสุข แต่ว่าสิ่งที่เราสองคนเห็นหลังจากทำมาอย่างไม่คาดหวังคือพัฒนาการที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น มันทำให้เราสองคนยิ้มเเบบมีความสุขบอกไม่ถูกเพราะว่าเรารู้สึกได้ว่ามันเป็นวิธีที่ช้า แต่ว่าผลของมันเกินคุ้มและยั่งยืน



อยากให้พ่อแม่ได้ร่วมประสบการณ์การยิ้มในใจและอยากให้รู้ว่าการยิ้มแบบนี้มันช่างสุขเหลือเกิน มามีส่วนร่วมกับทุกช่วงเวลาพัฒนาการของลูก กันดีกว่า



ปล.สิ่งต่าง ๆที่เขียนมาไม่ได้บอกว่าครอบครัวเราทำถูกและไม่เคยคิดเชื่อใครโดยหลับหูหลับตาเชื่อ เราเดินทางสายกลางอะคะ อ่านหนังสือ หรือว่ามีข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางเฉย ๆไม่ได้โอ้ยชั้นต้องทำแบบนี้เท่านั้น เราเลือกเเล้วปรับให้เข้ากับวิถีของครอบครัวเรา และที่สำคัญเราเเค่อยากจะแบ่งปันวิธีอีกหนึ่งวิธีที่อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าวิธีที่ดีที่สุดนั้นก็คือต้องเลือกโดยพ่อแม่ของลูกเพราะว่าเข้าใจลูกตัวเองมากที่สุด


ขอบคุณที่ติดตามคะ

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

ของเล่นที่เหมาะสมกับวัย มักสอดคล้องกับความสนใจของเด็ก

ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือเกมหรือสิ่งที่จะฝึกฝนให้ลูกทำได้ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องคำนึงถึงวัยของเด็กมาก่อน หลายคนมักเข้าใจผิดพอมีคำว่าของเล่น นั้นก็เหมารวมว่าเด็กต้องชอบ พอเด็กไม่ชอบก็อาจจะเกิดการคาดคั้นให้เด็กเล่น ก็ยังไม่ถึงวัยของผมหรือของหนูนี่น่า การจะฝึกหรือการจะให้เล่นเกมใด ๆ (เกมในที่นี้ครอบครัวเราไม่ได้หมายถึงเกมคอมพิวเตอร์นะคะ) เกมทั่วไปที่ต้องใช้ร่างกายในการเล่นนะคะ ต้องมองถึงวัยของลูกมาก่อน เช่น สมมติว่ามีของเล่นที่เกี่ยวกับตัวอักษรหรือตัวเลข ก็ไม่ใช่โอ้ยอยากจะให้ลูกต้องรู้ตัวเลขเร็ว ๆ สอนเข้าไปหนึ่งนะสองนะสามนะ แต่ว่าเค้าไม่เข้าใจเลยอะไรคือหนึ่งสองสาม หรือบางครั้ง ไปสอนเอ้า เอานี่นะบวกกันได้เท่าไหร่กับเด็กสามขวบ(ลูกคนอื่นอาจจะทำได้) แต่ว่าลูกของเราบอกได้เลยยังทำไม่ได้เเน่นอนเพราะว่าลูกของเราเน้นพัฒนาการตรงตามวัยไม่ใช่ไกลเกินวัยเค้าต้องเข้าใจในสิ่งที่วุฒิภาวะของเค้ารับได้ความสามารถทางสมองของเค้ารับได้ เด็กสามขวบเค้ายังไม่ค่อยจะเข้าใจเลยเรื่องว่า จำนวนที่เค้านับ เหมือนเพิ่งจะเริ่มเข้าใจจำนวนที่กำลังจะนับ แต่ว่าการเอาสัญลักษณ์มาเเทนนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไปและต้องสามารถรู้เเล้วว่าจำนวนที่พูดไปปาว ๆ ว่า หนึ่ง ถึง สิบ มันคือสิ่งของที่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่อย่างไร ครอบครัวเราไม่เน้นท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง และเมื่อเค้าทราบถึงจำนวนที่เพิ่มขึ้นหมายถึงนับสิ่งของเข้าใจเเล้วว่าของเท่านี้คือจำนวนเท่านี้เราก็ค่อย ๆ เขยิบสอนเอาไปผนวกกับตัวเลขซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ทำทีละขั้นทีละตอน ไม่ใช่สอนเสร็จ นี่หนึ่งนะ เอ้าเอาหนึ่งมาบวกกับสี่สิได้เท่าไหร่ ได้ยินเเล้วจะเป็นลม(ที่บอกเช่นนี้เพราะว่าเคยได้ยิน) พอเด็กไม่สนใจก็กล่าวหาเช่นเดิมว่า ไม่มีความมุ่งมั่น แต่ว่าลืมมองตัวเองว่า เอ้ยเราให้อะไรเหมาะสมกับวัยคนรึเปล่าเนี่ยเราใจร้อนชอบใส่ปู่ยเร่งอีกเเล้ว
ครอบครัวเราเน้นวางสิ่งเร้าไว้ให้เค้าเห็นชักชวนเค้าให้เล่นแต่ว่าถ้าเจ้าตัวไม่อยากไม่เคยมีการบังคับใด ๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งจะเกิดผลดีก่อต่อเมื่อเค้าพร้อมจะเรียนรู้วันนี้เค้าไม่สนวันหน้าเค้าก็สนเอง ไม่มีการมาพูดว่าเล่นต้องเล่น เราไม่เคยชักชวนให้ลูกเปลี่ยนกิจกรรมมากมายในชณะที่เค้ายังใจจดใจจ่อยากทำสิ่งนั้น ๆ อยู่ ทำไมเค้าอยากเล่นทรายเล่นของเล่นตักชั่งวัดเทของเค้าเองนาน ๆ เราต้องไปขัดจังหวะการเรียนรู้ของเค้า หรือว่าในบางครั้งที่เค้าอยากจะวาดรูปต้องไปเเทรกเค้าว่าวาดอะไรทำไรนี่ นั้น นู้น มากมาย หรือบางครั้งเค้าอยากจะเล่นรถ ทำไมต้องเล่นเเบบชนกัน(ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ลืมคิดว่าการเรียนรู้เลียนแบบของเด็ก คือ ผ่านการเล่น) ทีตอนเล่นรถบอกให้ชนกันเลยทีตอนอื่นอะบอกว่าอย่านะอย่าชนอย่านั้นนี่นะ งง พอเด็กมาขี่จักรยานกันเอ้า ๆ อย่าชนกันสิ เอ้าในเมื่อกี้ยังเล่นรถยังสอนให้เล่นชนกันอยู่เลยผู้ใหญ่นี่น่า งงจริงๆ การจะพูดจะสอนอะไรเด็กเราต้องเป็นเเม่แบบที่ดีให้เห็นไม่ใช้สอนไม่ดีเองพอเด็กทำเอ้าคนโดนดุคือเด็กนะคะไม่เห้นมีใครย้อนไปว่าคนสอนเลย

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

ไปเรียนรู้การสอนเด็กตามเเนวมอนเตสซอรี

ประมาณวันที่ 17-18 มกราคม ม่าม๊าได้มีโอกาสไปเรียนรู้การใช้อุปกรณ์การสอนเด็กตามเเนวมอนเตสซอรีมา ได้ความรู้ใหม่ ๆมาเยอะเเยะเลย เรื่องการสอนหรือว่าเรื่องการพูดกับเด็กซึ่งบางทีเราจะรู้สึกว่าทำไมพูดไปยิ่งเหมือนแบบเค้ายิ่งทำในสิ่งที่เราไม่อยากให้ทำนะ เช่นสมมิตว่า เรื่องสวัสดี โอ้ยปัญหาจริง ๆคุณโชกุนยิ่งโดนบังคับให้ทำให้พูดให้ไหว้ยิ่งไม่ทำ ม่าม๊าเลยถามผู้ฝึกอบรมว่าทำไงดีคะ เค้าได้ตอบมาว่าเราไม่ต้องไปดุเค้านะว่า ทำไมไม่ทำ ทำสิ เราแค่ ทักทายเค้าก่อน เเล้วเเค่ทวงว่า แล้วสวัสดีครูยังครับ (ในกรณีคุยกับครู) ถ้าเด็กไม่ทำก็ไม่เป็นไรทำซ้ำเหมือนเดิมอีก สวัสดีครับเป็นไงบ้าง เเล้วสวัสดีครู(ใครก็ตามที่คุยด้วย) หรือยังเอ่ย ถ้ายังไม่ทำก็ไม่ต้องคาดคั้นทำซ้ำๆ เค้าจะรู้สึกว่าคนนี้เป็นมิตรเเล้วเค้าจะทักทายเราเองอย่างที่เราทักทายเค้า ใจเย็น สอนเด็กต้องมีความอดทนเป็นเเม่แบบให้กับเด็กเเล้วอย่าตำหนิเด็กถ้าทำไม่ได้อย่างที่เราต้องการในทันที(อันนี้ม่ามีาแอบเสียใจเล็กน้อย)เพราะว่าเคยแอบถามลูกว่า ทำไมลูกไม่ทำครับ ทำไมบอกแบบนี้ไม่ทำ อะไรทำนองนี้พอมาฟังอ๋อเราคาดคั้นเค้าเกินไป ผู้ใหญ่ในสังคมคาดหวังอีกเเล้วเลยเฮ้อปล่อยไป เพราะว่าส่วนตัวเคยเจอคุณแม่อยู่คนนึงลูกอายุพอๆ กับลูกเราเค้าบอกให้ลูกสวัสดีเราลูกไม่สวัสดีเค้าไม่ว่าอะไรลูกเลย เเต่ว่าเชื้อเชิญลูกให้เข้ามาคุ้นเคยกับเราเเทน ไปสักพักเด็กคุ้นกับเรานานวันเค้าทักเราเองจริงๆ ด้วย เหมือนกับว่าเด็กมีสิทธิ์เเละมีพื้นที่ส่วนตัวพอสมควร ถ้าเค้าเห็นว่าผู้ใหญ่ไม่เห็นทักทายกันแบบที่สั่งให้เค้าทำแล้วเค้าจะทำทำไมอะไรทำนองนี้
ส่วนอีกเรื่อง คือเรื่องการปล่อยให้เด็กทำงานของตัวเอง อย่ารบกวน
ส่วนมากผู้ใหญ่มักจะถามกันตลอดเวลา นี่อะไรวาดอะไรไหนวาดวงกลมสิวาดนั้นสินี่สิ การสอนเด็กตามเเนวมอนเตสซอรี จะปล่อยให้เด็กทำงานไปอย่างเงียบ ๆเสร็จเเล้วค่อยถาม(อันนี้ม่าม๊าก็ทำกับโชกุน)คือไม่ต้องไปรบกวนเค้ามากปล่อยให้จินตนาการความคิดไหลลื่นไปก่อนให้เค้ามีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำนั้น ๆ ให้เค้าทำงานของเค้าให้เสร็จเราค่อยเข้าไปแทรกว่าอะไรทำไมไม่เช่นนั้นสิ่งที่เค้าจะตอบเราคือสิ่งที่เราชี้นำ เช่น นี่วาดอะไร อ๋อโทรศัพท์เหรอลูก ลุกก็จะตอบว่าโทรศัพท์ คือจริง ๆเค้าอาจจะไม่ได้วาดรูปนั้นก็ได้ แต่ว่าตอบตามที่ผู้ใหญ่ชี้นำ คือม่ามีาเห็นด้วยกับอันนี้คือควรปล่อยให้เด็กได้คิดเอง
และการสอนเด็กต้องสอนทีละขั้นทีละตอนช้า ๆ ทุกเรื่องให้เด็กเห็นขั้นตอนไม่ใช้่ ทำอะไรเร็ว ๆไปทุกสิ่งเเล้วจะให้เด็กทำตามทันทีอาศัยทำบ่อย ทำช้าแต่ว่าทำได้ชัวร์
และยังมีอีกหลายเรื่องแต่ว่ากิจกรรมที่ได้ร่ำเรียนมานั้นยังไม่มีโอกาสได้เขียนเลยเดี่ยวไว้จะค่อย ๆทำลงมานะครับเอาไว้โชกุนมาอ่านตอนโตจะได้รู้ว่าม่ามีาสอนอะไรบ้างตอนอายุสามขวบห้าเดือน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

วงจรชีวิตผีเสื้อ ภาคสอง(อันนี้เห็นของจริง ๆ)

วันนี้ตอนบ่ายอากาศดีไม่มีแดดหลังจากที่โชกุนตื่นนอนจากการนอนกลางวันเเล้ว เราสองคนก็ออกไปที่อุทยานแมลงกัน คราวนี้เราได้เข้าไปในเรือนเพาะเลี้ยงตัวอ่อนกัน โชคดีมากเราเห็นวงจรชีวิตของผีเสื้อกันแบบเต็ม ๆ ม่าม๊าตั้งเเต่เล็กจนมาตอนนี้เพิ่งเคยเห็นไข่ผีเสื้อ เเละตอนที่หนอนออกจากไข่ตัวมันเล็กมากเล็กอย่างไม่น่าเชื่อ ว่ามันจะกินจนอวบอิ่มได้ขนาดนั้น ม่าม๊าก็เป็นผลผลิตจากการเรียนในหนังสือที่มีแต่รูปภาพวงกลมชี้ด้วยลูกศรว่าวงจรชีวิตผีเสื้อไม่เคยเห็นของจริงเต็ม ๆ เพิ่งมาได้เห็นเพราะว่าสอนลูก ตอนอายุเท่าโชกุนม่าม๊าไม่เคยรู้เลยว่าผีเสื้อมันต้องวางไข่ยังไงที่ไหน เเล้วเป็นหนอนเเบบไหน เป็นผลผลิตที่มาจากการเรียนแบบในห้องเรียนล้วน ๆ พอมีลูกเเล้วเลยไม่ได้ลูกควรจะเห็นของจริง ๆ มากกว่า หรือ เรียนอะไรที่สามารถจับต้องได้ มันเข้าใจมากกว่าในความคิดม่าม๊านะ คือเอาสิ่งที่ตัวเองเคยไม่เข้าใจมาเป็นเเนวทางในการสอนให้โชกุน แล้วม่าม๊าจะพูดอะไรมากมายนี่ เรามาดูรูปกันดีกว่า





วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

ระบายสีขนมปัง





เปลี่ยนจากระบายสีบนกระดาษ บนกระจก บนพื้น มาเป็นระบายบนขนมปังกันบ้าง เปลี่ยนบรรรยากาศ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

ขนมปังแผ่น สีผสมอาหารหลากหลายสีเพื่อความสนุก อาจจะมีลูกเกดเพื่อให้เค้าตกเเต่งขนมปังได้ด้วย (อันนี้เลือกเอาในสิ่งที่เค้าชอบทานหรือว่าสิ่งที่มีอยู่ในบ้าน) แปรงที่สำหรับทาบนของกินได้ โชกุนระบาย ๆ และระบายจนสีมันเข้มมากตอนเเรกม่าม๊าว่าจะให้ทาเเล้วกินเอง สุดท้ายไม่เอาดีกว่าถึงจะเป็นสีผสมอาหารแต่ว่าเข้มซะขนาดนั้นม่าม๊าเลยเอาไปให้หมากินแทน ดีว่าเตรียมขนมปังให้เเค่สองแผ่น ไม่งั้นเปลืองเเย่ อิอิ